ทำทัวร์ไม่ตรงกับโปรแกรมที่โฆษณา เรื่องไม่เล็ก..ที่กระทบความน่าเชื่อถือของบริษัททัวร์
เวลาลูกค้าซื้อทัวร์ เขาไม่ได้ซื้อแค่ตั๋ว โรงแรม หรือรถรับส่ง แต่เขากำลังซื้อความคาดหวังที่บริษัททัวร์สร้างไว้ตั้งแต่ตอนเห็นโฆษณาครับ เพราะฉะนั้นตอน ออกแบบโปรแกรมทัวร์ เนี่ย สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ทำให้โปรแกรมดูน่าสนใจ แต่ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เราเขียนไว้สามารถทำได้จริงหรือเปล่า
ถ้าในโฆษณาบอกว่า “เที่ยวครบทุกไฮไลต์ ไม่เร่งรีบ” แต่ตารางจริงมี 8 จุดต่อวัน ลูกค้าก็มีโอกาสรู้สึกว่า สิ่งที่ได้รับอาจไม่เหมือนกับสิ่งที่คาดไว้ตั้งแต่แรกแน่ๆ (8 ที่ต่อวัน นี่คนหรือหุ่นยนต์ ถึงแม้จะใกล้กันมาก แต่ก็เหนื่อยมากในเวลาเดียวกัน 🤔)
1. สิ่งที่โฆษณา ควรตรงกับสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ
ลองกลับไปดูข้อความที่เราใช้ขายทัวร์ แล้วถามตัวเองว่า
- บอกว่าเดินทางสบาย แต่ใช้เวลาบนรถวันละกี่ชั่วโมง?
- บอกว่าเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ แต่แต่ละสถานที่มีเวลาเท่าไร?
- บอกว่าโรงแรมดี แล้วโรงแรมอยู่ระดับไหน?
- บอกว่ามีอาหารพิเศษ แต่รวมอยู่จริงทุกมื้อ?
- บอกว่าเที่ยวครบ แต่มีจุดไหนเป็นแค่แวะทางผ่านหรือเปล่า?
ปัญหาหลายครั้งไม่ได้เกิดจากบริษัททัวร์โกหก แต่เกิดจากข้อความโฆษณา “พูดเกินกว่าที่โปรแกรมจริงจะทำได้” ดังนั้นตอน ออกแบบโปรแกรมทัวร์ ควรเช็กทั้งสองฝั่งพร้อมกัน คือ สิ่งที่ขาย กับ สิ่งที่ทำได้จริง
2. อย่าพยายามใส่ทุกอย่างลงในโปรแกรมเดียว
โปรแกรมที่ดูแน่นไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป บางทีเราอาจจะแอบไปเห็นของคู่แข่งมี 6 จุดต่อวัน ก็พยายามใส่ 7 จุดเพื่อให้ดูคุ้มกว่า แต่ผลลัพธ์จริงอาจกลายเป็น
- ลูกค้าใช้เวลาอยู่บนรถนาน
- มีเวลาแต่ละสถานที่น้อย
- โปรแกรมเลื่อนตั้งแต่ช่วงเช้า
- ไกด์ต้องเร่งลูกค้าตลอดวัน
- ทุกคนเหนื่อยกว่าที่คิด
การออกแบบที่ดีจึงไม่ใช่การใส่สถานที่ให้เยอะที่สุด แต่คือการเลือกว่าจุดไหนสำคัญจริง และตรงกับสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังไว้จริง เพราะการทำทัวร์เป็นเรื่องของธุรกิจเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ การคิดถึงลูกค้า และความคาดหวังของลูกค้าจึงไม่แปลกที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
ถ้ามีสถานที่ 3 แห่งที่ลูกค้าได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ อาจสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่า 6 แห่งที่ทุกคนลงจากรถ ถ่ายรูป แล้วรีบขึ้นรถต่อก็เป็นไปได้นะครับ ✅

3. คำนวณเวลาแบบคนจริงๆเขาใช้ ไม่ใช่เวลาใน Google Maps อย่างเดียว
Google Maps อาจบอกว่าเดินทาง 45 นาที แต่ในการทำทัวร์จริงอาจมี
- เวลารอลูกค้าขึ้นรถ
- เวลาเข้าห้องน้ำ
- รถติด
- จุดจอดรถอยู่ไกล
- รอคิวซื้อตั๋ว
- รออาหาร
- ลูกค้าบางกลุ่มเดินช้ากว่าปกติ
- หรืออื่นๆมากมายจิปาถะ ที่อาจเกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้นโปรแกรมที่ดูลงตัวบนกระดาษ อาจใช้ไม่ได้จริงเมื่อออกเดินทาง วิธีง่ายที่สุดคือเผื่อเวลาในแต่ละช่วงไว้บ้าง โดยเฉพาะกรุ๊ปใหญ่ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือเส้นทางที่มีการเดินทางหลายครั้งในวันเดียว
อย่าจัดตารางจนเต็มทุกนาที เพราะถ้ามีอะไรช้าไป 20 นาทีตั้งแต่เช้า ทั้งวันอาจเลื่อนตามกันหมด
4. ระบุให้ชัดว่าอะไร “รวม” และ “ไม่รวม”
อีกเรื่องที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโปรแกรมไม่ตรงตามโฆษณาคือเรื่องค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างเช่น
- ค่าเข้าสถานที่รวมแล้วหรือยัง
- มื้ออาหารไหนรวมบ้าง
- มีค่าทิปเพิ่มเติมหรือไม่
- น้ำหนักกระเป๋ารวมเท่าไร
- ห้องพักเป็นแบบไหน
- ค่าใช้จ่ายกิจกรรมเสริมต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่
อย่าปล่อยให้ข้อมูลสำคัญอยู่ในตัวหนังสือเล็ก ๆ ท้ายโปรแกรม ยิ่งบอกชัดตั้งแต่แรก ลูกค้ายิ่งเข้าใจตรงกัน และทีมงานเองก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะในเอกสารโปรแกรมทัวร์เนี่ย เราจะเห็นได้ประจำว่าหลายบริษัทที่ดำเนินการมานานแล้ว เขาก็จะใส่เป็น template เหมือนกันแทบทุกครั้งครับ
แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง หรืออยากจะหา template หรือที่เขียนทำโปรแกรมทัวร์ง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องไปใช้ MS Word แอดมินขอแนะนำ Kavan ระบบจัดโปรแกรมทัวร์แบบ All-in-one ที่มีระบบบันทึกคำที่ใช้บ่อย ทั้งรวม ไม่รวม หมายเหตุอื่นๆ รวมไปถึงวิธีการจอง ให้คุณได้ปรับได้แบบอิสระ และบันทึกเก็บไว้ใช้กับทริปอื่นได้ง่าย
5. การออกแบบโปรแกรมทัวร์ควรเริ่มจาก “ประสบการณ์ลูกค้า”
ลองคิดแบบนี้ว่า “วันนี้เราอยากทำให้ลูกค้ารู้สึกยังไง?” ก็จะช่วยแต่งเรื่องเล่า การขายของอย่างเป็นธรรมชาติ และเข้าใจบริบทของนักท่องเที่ยวได้มากกว่าการแค่คิดว่า “วันนี้จะพาลูกค้าไปที่ไหนบ้าง”
เช่น
- วันนี้ควรเป็นวันที่เที่ยวสบาย
- วันนี้เป็นวันไฮไลต์ของทริป
- วันนี้เน้นกินและพักผ่อน
- วันนี้เดินทางไกล ควรลดกิจกรรมลง
- วันนี้ต้องออกเช้า จึงไม่ควรจบวันดึกเกินไป
เมื่อเริ่มคิดจากประสบการณ์ การ ออกแบบโปรแกรมทัวร์ จะมีเหตุผลมากขึ้น และแต่ละวันจะไม่กลายเป็นแค่รายการสถานที่ที่เอามาต่อกัน
สรุปแล้ว: โปรแกรมทัวร์ที่ดีไม่จำเป็นต้องดูเยอะ
โปรแกรมที่ดีคือโปรแกรมที่ลูกค้าเข้าใจง่าย ทำได้จริง และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ตอนซื้อ ถ้าต้องลดสถานที่ลงหนึ่งแห่งเพื่อให้ทั้งวันไม่เร่งเกินไป ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าพยายามจะอัดทุกสิ่งอย่างลงไปในโปรแกรมตั้งแต่แรก
และถ้าต้องเขียนคำโฆษณาให้น้อยลง แต่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับจริง ก็อาจสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าเช่นกัน สุดท้ายแล้ว ลูกค้าอาจจำไม่ได้ว่าในโปรแกรมมีทั้งหมดกี่สถานที่
แต่เขาจะจำได้ว่า ทริปนั้นรู้สึกดีที่ไปกับเราหรือเปล่า 🥰
ออกแบบโปรแกรมทัวร์แบบมืออาชีพ
Kavan ระบบจัดโปรแกรมเที่ยวครบวงจร ที่มีฟังก์ชันหลังบ้านครอบคลุมกับการเริ่มต้นธุรกิจทัวร์ เริ่มใช้งานได้ฟรี มี AI ช่วยสร้างโปรแกรมและหาที่เที่ยว ลองใช้ด้วยตัวเองได้แล้ววันนี้ เริ่มทำโปรแกรมทัวร์
