เปิดบริษัททัวร์ต้องเริ่มจากอะไร? รวมคู่มือสำหรับคนที่อยากเริ่มธุรกิจทัวร์
การเปิดบริษัททัวร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวให้มากที่สุด หรือมีประสบการณ์เป็นไกด์มาก่อนหลายปี สิ่งที่ควรเริ่มก่อนคือการเข้าใจว่า ธุรกิจทัวร์ขายอะไรให้ใคร และเราจะรับผิดชอบการเดินทางของลูกค้าในส่วนไหนบ้าง
เพราะธุรกิจนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องสถานที่สวย โรงแรมดี หรือรถรับส่งตรงเวลา แต่ยังมีเรื่องต้นทุน การตั้งราคา คู่ค้า เอกสาร กฎหมาย การดูแลลูกค้า และการจัดการเมื่อแผนการเดินทางไม่เป็นไปตามที่คิด สำหรับคนที่กำลังคิดจะ เปิดบริษัททัวร์ ลองเริ่มจาก checklist ต่อไปนี้ก่อนลงทุนจริง
1. เริ่มจากกำหนดก่อนว่าเราจะขายทัวร์ให้ใคร
ขายทัวร์ก็เหมือนเริ่มทำธุรกิจ หรือถ้าใครที่เรียนเกี่ยวกับบริหารมาแล้วก็จะเข้าใจว่าทุกธุรกิจเริ่มต้นที่ลูกค้า เพราะฉะนั้นการทำทัวร์ให้เริ่มจาก “ลูกค้าของเราคือใคร และเขามีเหตุผลอะไรที่จะซื้อทัวร์จากเรา?”
กลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันจะทำให้รูปแบบทัวร์ ต้นทุน การขาย และการบริการแตกต่างกันไปมาก
ตัวอย่างเช่น
- ทัวร์สำหรับครอบครัว
- ทัวร์ผู้สูงอายุ
- ทัวร์นักเรียนและสถาบันการศึกษา
- ทัวร์บริษัทและองค์กร
- ทัวร์ต่างประเทศ
- ทัวร์สำหรับชาวต่างชาติเที่ยวไทย
- ทัวร์สายมู อาหาร กอล์ฟ หรือกิจกรรมเฉพาะทาง
- Private Tour สำหรับกลุ่มเล็ก
- กรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัด
ช่วงเริ่มต้นไม่ควรต้องทำทุกอย่าง หรือเลือกที่จะขายทุกคน เพราะจะใช้เวลาและทรัพยากรเยอะมาก การเลือกตลาดเล็ก ๆ ที่เราเข้าใจลูกค้าดี มักจะจัดการได้ง่ายกว่า และประหยัดกว่ามาก
2. ศึกษาคู่แข่งก่อนออกแบบสินค้า
หลังจากที่หากลุ่มลูกค้าได้แล้ว ให้ลองหาบริษัทที่ขายทัวร์ให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกับเราอย่างน้อย 3-5 ราย แล้วศึกษาว่า
- เขาขายโปรแกรมอะไร
- ราคาอยู่ในช่วงไหน
- โปรแกรมกี่วัน
- รวมและไม่รวมค่าอะไรบ้าง
- เดินทางด้วยวิธีไหน
- ใช้โรงแรมระดับใด
- ขนาดกรุ๊ปประมาณเท่าไร
- จุดเด่นที่ใช้ในการขายคืออะไร
- ลูกค้าถามอะไรบ่อยใน Facebook, LINE หรือรีวิว
- มีข้อร้องเรียนเรื่องอะไร
เป้าหมายไม่ใช่การลอกโปรแกรมของคนอื่น แต่เพื่อให้รู้ว่า มาตรฐานของตลาดอยู่ตรงไหน ถ้าเราไม่รู้ว่าคู่แข่งขายอะไรในราคาเท่าไร การตั้งราคาของตัวเองก็แทบจะเป็นการเดา ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ขาดทุนและเกิดความท้อแท้หลังจากเริ่มบริษัทได้ไม่นาน 😣
3. ทำทัวร์ ไม่ใช่แค่รู้ “ที่เที่ยว ที่พัก และการเดินทาง”
คนเริ่มทำทัวร์มักให้เวลาเยอะกับการหาสถานที่ท่องเที่ยว แต่ในทางธุรกิจ สิ่งที่ทำให้กำไรหรือขาดทุนมักอยู่หลังบ้านทั้งนั้นเลยครับ ทั้งการคิดวิเคราะห์ต้นทุน จัดการไฟล์โปรแกรมทัวร์ การจ้างคน ซึ่งอย่างน้อยๆ เราควรศึกษาเรื่องเหล่านี้ หรือใช้โปรแกรมที่สะดวกในการจัดการกับ workflow หลังบ้าน อย่างที่ Kavan เราทำอยู่
ต้นทุนของทัวร์เป็นอะไรได้บ้าง?
- ค่ารถ
- ค่าที่พัก
- ค่าอาหาร
- ค่าเข้าชม
- ค่าไกด์
- ค่าประกัน
- ค่าทิป
- ค่าใช้จ่ายพนักงาน
- ค่าใช้จ่ายสำหรับหัวหน้าทัวร์
- ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
- ค่าโฆษณาและค่าคอมมิชชัน
- ค่าใช้จ่ายสำรอง
จากนั้นจึงคำนวณออกมาเป็นต้นทุนต่อคน และดูว่าต้องมีลูกค้ากี่คนจึงจะคุ้มทุน อย่าใช้วิธีรวมต้นทุนคร่าว ๆ แล้วบวกกำไร 20% เพราะต้นทุนบางรายการเป็น ต้นทุนต่อกรุ๊ป ขณะที่บางรายการเป็น ต้นทุนต่อคน เมื่อก่อนหลายบริษัทก็จะทำกันผ่าน Excel ซึ่งตอนนี้มันไม่ได้สะดวกเหมือนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว
การตั้งราคา
ราคาขายไม่ควรคิดจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว
ต้องพิจารณาด้วยว่า
- คู่แข่งขายราคาเท่าไร
- ลูกค้ากลุ่มนี้ยอมจ่ายประมาณไหน
- จำนวนลูกค้าขั้นต่ำคือเท่าไร
- หากจำนวนลูกค้าน้อยลงยังมีกำไรหรือไม่
- ต้องจ่าย commission ให้ตัวแทนหรือไม่
- มีโปรโมชั่นหรือส่วนลดสำหรับเด็กหรือไม่
- หากอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนจะกระทบเท่าไร
ควรลองคำนวณหลายสถานการณ์ เช่น
- 10 คน
- 15 คน
- 20 คน
- 30 คน
เพื่อรู้ว่าแต่ละจำนวนมีต้นทุนและกำไรต่างกันอย่างไร อย่างที่ Kavan เราทำให้เสร็จสรรพเลย หากลงต้นทุนของทริปนั้นเรียบร้อยแล้ว ระบบจะนำต้นทุนต่อคนไปแสดงตอนตั้งราคาให้อัตโนมัติ ทำให้เราเห็นกำไรขาดทุนได้ทันที ไม่ต้องเปิดเครื่องคิดเลขให้เสียเวลา
คู่ค้าและ Supplier
บริษัททัวร์แทบไม่มีทางทำทุกอย่างเอง เราเลยต้องสร้างเครือข่ายอย่าง
- โรงแรม
- รถตู้และรถบัส
- ร้านอาหาร
- ไกด์
- บริษัทประกัน
- Attraction
- Local Operator
- บริษัททัวร์ในต่างประเทศ
- สายการบินหรือ Agent จำหน่ายตั๋ว
อย่าดูเฉพาะราคาถูกที่สุด สิ่งที่ต้องดูควบคู่กันคือความน่าเชื่อถือ การตรงเวลา เงื่อนไขการยกเลิก การชำระเงิน และความสามารถในการช่วยแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วยนะครับ เพราะถ้าเกิดส่วนไหนมีปัญหา จะทำให้ workflow การทำงานของเราผิดเพี้ยนไปจากที่วางแผนไว้ 🤔
4. ไม่มีประสบการณ์ด้านทัวร์ เปิดบริษัทได้ไหม?
ได้ แต่ไม่ควรเรียนรู้ทุกอย่างด้วยเงินจริงของลูกค้า คนที่ไม่มีประสบการณ์สามารถเริ่มธุรกิจได้ หากยอมใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ operation หรือการจัดการหลังบ้านของเราให้เรียบร้อยก่อน
วิธีลดความเสี่ยงคือ
- ไปทัวร์กับบริษัทอื่นในฐานะลูกค้าบ้าง
- พูดคุยกับไกด์และ Tour Operator ที่ทำงานจริง
- ทดลองเขียนโปรแกรมทัวร์หลายรูปแบบ
- ทดลองคำนวณต้นทุนจากโปรแกรมจริง
- ทำความเข้าใจเงื่อนไขโรงแรม รถ และ Supplier
- เรียนรู้กระบวนการรับจองและการเก็บเงิน
- ทำ Checklist ก่อนออกทัวร์
- เตรียมแผนสำรองเมื่อรถเสีย เที่ยวบินเปลี่ยน หรือสถานที่ปิด
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนไม่มีประสบการณ์คือ อย่าเริ่มด้วยกรุ๊ปที่ซับซ้อนเกินความสามารถ ทัวร์หนึ่งกรุ๊ปอาจมีลูกค้า โรงแรม รถ ร้านอาหาร ไกด์ และสถานที่หลายแห่งที่ต้องทำงานสัมพันธ์กัน ความผิดพลาดเล็ก ๆ ใน Excel หรือการจองผิดหนึ่งคืนสามารถกลายเป็นค่าใช้จ่ายจริงได้ทันที เพราะฉะนั้นการเผื่อไว้ในทริปแรกๆ อาจจะช่วยกันสิ่งไม่ดีที่จะตามมาได้ แม้จะทำให้กำไรเราบางลงก็ตาม
5. ควรจัดทัวร์เอง หรือเริ่มจากเป็น Agent ขายทัวร์คนอื่น?
สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ มีสองเส้นทางหลัก
เริ่มจากเป็น Agent
คือการนำโปรแกรมของผู้ประกอบการรายอื่นมาช่วยขาย แล้วรับค่าคอมมิชชันหรือส่วนต่างตามข้อตกลง
ข้อดีคือ
- ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย
- ไม่ต้องออกแบบ Operation ทั้งหมดเอง
- เรียนรู้ว่าลูกค้าถามและกังวลเรื่องอะไร
- เรียนรู้ขั้นตอนการขายทัวร์จริง
- เห็นว่าสินค้าประเภทไหนขายง่ายหรือขายยาก
ข้อจำกัดคือ
- กำไรต่อ Booking มักต่ำกว่า
- ควบคุมสินค้าได้น้อย
- แตกต่างจากคู่แข่งได้ยาก
- ต้องพึ่งพา Operator เจ้าของโปรแกรม
พูดง่ายๆ คือเราจะดีไซน์ออกแบบโปรแกรมทัวร์ที่เราอยากให้เป็นตั้งแต่ Day 1 นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ wholesaler เขาก็สร้างโปรแกรมมาแล้วทั้งนั้น นอกเสียจากว่าเราจะข้ามไปทางเลือกที่สอง
ทำโปรแกรมทัวร์ของตัวเอง
เหมาะกับคนที่เริ่มเข้าใจตลาดและมี Supplier ที่ไว้ใจได้แล้ว
ข้อดีคือ
- ออกแบบสินค้าได้เอง
- กำหนด Positioning ได้ชัด
- สร้างจุดแตกต่างได้
- ควบคุมประสบการณ์ลูกค้าได้มากกว่า
- มีโอกาสทำ Margin ได้สูงกว่า
แต่แลกมากับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่การจอง Supplier ไปจนถึงการแก้ปัญหาหน้างาน สำหรับผู้เริ่มต้น วิธีหนึ่งที่ปลอดภัยกว่าคือ เริ่มจากขายสินค้าของคนอื่นเพื่อเรียนรู้ตลาด แล้วค่อยทดลองสร้างโปรแกรมของตัวเองทีละเส้นทาง ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสองแบบอย่างเด็ดขาดตั้งแต่วันแรก หรือลองทำโปรแกรมทัวร์เองเล่นๆ ก่อน เพื่อฝึกฝีมือการจัดโปรแกรมก็เป็นทางเลือกที่พัฒนาตัวเองได้ดีครับ ✨

6. ก่อนขายทัวร์แรก ควรเตรียมระบบหลังบ้านให้เรียบร้อย
เมื่อมีโปรแกรมแล้ว อย่าเพิ่งรีบซื้อโฆษณา เตรียม workflow ให้ครบก่อน เผื่อไปเลยว่าถ้ามีลูกค้าทักเข้ามาแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะต้องทำอะไร สิ่งนี้อาจจะคล้ายกับสิ่งที่เราเรียกกันว่า Service Blueprint ของการทำธุรกิจครับ
ตัวอย่าง Checklist
- โปรแกรมทัวร์ฉบับล่าสุด
- ตารางต้นทุน
- ราคาขายและเงื่อนไข
- จำนวนลูกค้าขั้นต่ำ
- รายชื่อและข้อมูล Supplier
- ตารางการชำระเงิน Supplier
- แบบฟอร์ม Booking
- ระบบเก็บข้อมูลลูกค้า
- ใบเสนอราคา
- ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ
- เงื่อนไขการยกเลิก
- ขั้นตอน Refund
- Emergency Contact
- Checklist ก่อนออกเดินทาง
- ช่องทางติดต่อระหว่างทริป
บริษัทเล็กไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์หรือระบบราคาแพงตั้งแต่แรก แต่ต้องมีระบบที่ทำให้รู้ว่า ใครต้องทำอะไร เมื่อไร และข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ไหน เหมือนที่ Kavan พยายามทำมาตลอด คือเราต้องการช่วยคนที่มีแรงซื้อต่ำ เพื่อให้เกิดความหลากหลายของทริปที่มีขายในตลาด เมื่อคนเข้าถึงเครื่องมือมากขึ้น ความคิดสร้างสรรก็จะมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 👍
7. ทำโปรแกรมทัวร์ให้ลูกค้าอ่านแล้วเข้าใจทันที
โปรแกรมที่ดีไม่ใช่โปรแกรมที่มีข้อความเยอะที่สุด แต่ควรตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้าได้ หรือเป็นโปรแกรมทัวร์ที่ลูกค้าเห็นแล้วเข้าใจ เป็นโปรแกรมที่ดูมืออาชีพและขายด้วยตัวเองได้ เช่น
- ไปที่ไหน
- วันไหน
- ใช้เวลาเท่าไร
- พักที่ไหน
- เดินทางอย่างไร
- รับประทานอาหารอะไร
- รวมค่าอะไรแล้วบ้าง
- มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติม
- ต้องเตรียมตัวอะไร
พยายามใช้โครงสร้างที่สม่ำเสมอทุกวัน เช่น
เช้า → สาย → กลางวัน → บ่าย → เย็น → ที่พัก
เมื่อมีการแก้โปรแกรม ก็ควรมีไฟล์หรือระบบกลางเพียงชุดเดียว เพื่อลดปัญหาพนักงานและลูกค้าใช้โปรแกรมคนละ Version ซึ่งเมื่อก่อนถ้าใครใช้โปรแกรม Word ก็อาจจะต้องปวดหัวหน่อย เพราะต้องไปหาดูอีกว่าไฟล์อยู่เครื่องใคร ใครแก้ไขล่าสุดไปวันไหน เดี๋ยวนี้สิ่งที่เหมาะกว่าคือการเปลี่ยนมาใช้ระบบที่ทำงานผ่านคลาวด์แทน
สรุป: เปิดบริษัททัวร์ เริ่มจากตลาดและระบบ ไม่ใช่เริ่มจากสถานที่เที่ยว
ถ้าต้องสรุปขั้นตอนทั้งหมดให้สั้นที่สุด ลำดับที่ควรทำคือ
- เลือกกลุ่มลูกค้า ที่ต้องการขาย
- ศึกษาคู่แข่งและตลาด
- ออกแบบสินค้า ที่แก้โจทย์ของลูกค้ากลุ่มนั้น
- เรียนรู้การคิดต้นทุนและตั้งราคา
- เตรียมระบบการขายและ Operation
- ทดลองขายในวงเล็ก
- เก็บ Feedback และปรับสินค้า
- ค่อยเพิ่มโปรแกรมและช่องทางการตลาด
ไม่จำเป็นต้องรอจนรู้ทุกอย่างจึงเริ่มได้ แต่ควรรู้ให้เพียงพอที่จะไม่เอาความเสี่ยงของเราไปให้ลูกค้าเป็นคนรับแทน เพราะถ้าลูกค้าไม่ชอบเราในวันแรกที่ทำทัวร์ โอกาสที่จะให้ลูกค้าเปิดใจย้อนกลับมานั้นยากมากครับ ✅
กำลังเริ่มออกแบบโปรแกรมทัวร์?
ลองใช้งานระบบ Kavan ที่ช่วยจัดโปรแกรมทัวร์แบบ All-in-one ดูได้เลย ครอบคลุมทั้งการทำโปรแกรมทัวร์ AI ช่วยจัดโปรแกรม หาที่เที่ยว คำนวณต้นทุน และสร้าง PDF สำหรับส่งให้ลูกค้าแบบมืออาชีพ
