คำนวณต้นทุนทำทัวร์ และตั้งราคาขายยังไงให้มีกำไร และวิธีป้องกันการคิดผิดไม่ให้เข้าเนื้อ

การทำโปรแกรมทัวร์ให้น่าสนใจเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องทำยังไงให้ขายได้โดยไม่ขาดทุน เพราะต่อให้ลูกค้าชอบโปรแกรมมากแค่ไหน ถ้าคิดต้นทุนผิด ลืมค่าใช้จ่ายบางอย่าง หรือกำหนดราคาขายต่ำเกินไป ทริปที่ขายดีอาจกลายเป็นทริปที่ยิ่งขายยิ่งเหนื่อยก็ได้

สำหรับ Tour Operator ที่กำลังเริ่มทำโปรแกรมใหม่ สิ่งสำคัญคืออย่าคิดราคาจากความรู้สึกว่า “คู่แข่งขายประมาณนี้ เราก็ขายประมาณนี้แล้วกัน” แต่ควรรู้ก่อนว่าทริปหนึ่งมีต้นทุนจริงเท่าไร ต้องมีลูกค้ากี่คนจึงจะคุ้ม และราคาขายที่ตั้งไว้เหลือกำไรเพียงพอหรือไม่

บทความนี้จะอธิบาย วิธีคิดราคาทัวร์ แบบง่าย ๆ ที่สามารถนำไปลองใช้กับโปรแกรมจริงได้เลยครับ

1. เริ่มจากแยกต้นทุนให้ครบก่อน

ต้นทุนทัวร์ไม่ได้มีแค่ค่ารถ โรงแรม และอาหาร สิ่งที่มักทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนได้ง่ายๆ คือค่าใช้จ่ายเล็กๆ ที่รวมกันแล้วกลายเป็นเงินจำนวนไม่น้อย หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะนั่นแหละครับ

ตัวอย่างต้นทุนที่ควรนำมาคิด เช่น

  • ค่ารถตู้ รถบัส หรือค่าเดินทาง
  • ค่าโรงแรม
  • ค่าอาหาร
  • ค่าเข้าชมสถานที่
  • ค่าไกด์
  • ค่าประกันการเดินทาง
  • ค่าทิป
  • ค่าใช้จ่ายของ Tour Leader
  • ค่าเดินทางหรือที่พักของพนักงาน
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
  • Commission สำหรับ Agent
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าใช้จ่ายสำรอง

ก่อนตั้งราคาขาย เราควรไล่รายการจิปาถะที่อาจจะเกิดขึ้นให้ครบเสียก่อน เพราะถ้าลืมต้นทุนไป 100 บาทต่อคน สำหรับกรุ๊ป 30 คนก็เท่ากับกำไรหายไป 3,000 บาทแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ควรมองข้ามเลย 😣

2. แยกให้ออกว่าอะไรเป็น “ต้นทุนต่อกรุ๊ป” และ “ต้นทุนต่อคน”

นี่เป็นหัวใจสำคัญของ วิธีคิดราคาทัวร์ เพราะต้นทุนแต่ละรายการไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน เมื่อจำนวนลูกค้ามากขึ้นหรือลดลง

ต้นทุนต่อกรุ๊ป

เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายใกล้เคียงเดิม ไม่ว่าจะมีลูกค้า 10 หรือ 20 คน เช่น

  • รถบัส 18,000 บาท
  • ค่าไกด์ 3,000 บาท
  • ค่าท้องถิ่นของ Tour Leader 2,500 บาท

สมมติรวมต้นทุนประเภทนี้ได้

23,500 บาทต่อกรุ๊ป

ต้นทุนต่อคน

เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มตามจำนวนลูกค้า เช่น

  • ค่าอาหาร 600 บาท
  • ค่าเข้าชม 300 บาท
  • ประกัน 100 บาท

รวมเป็น

1,000 บาทต่อคน

ถ้ามีลูกค้า 20 คน ต้นทุนรวมจะเป็น

23,500 + (1,000 × 20)
= 43,500 บาท

ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนจึงเท่ากับ

43,500 ÷ 20
= 2,175 บาทต่อคน

ตอนนี้เราถึงจะเริ่มมีตัวเลขที่นำไปตั้งราคาขายจริงได้แล้ว แค่แยกให้ออกว่าอะไรเป็น “ต้นทุนต่อกรุ๊ป” และ “ต้นทุนต่อคน” 👍

3. อย่าตั้งราคาโดยเอาต้นทุนบวกเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว

สมมติต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 2,175 บาทต่อคน แล้วเราอยากได้กำไรประมาณ 25%

หลายคนอาจคิดทันทีว่า

2,175 + 25% = ประมาณ 2,719 บาท

แล้วตั้งราคาขาย 2,790 บาท

วิธีนี้ใช้ประเมินคร่าว ๆ ได้ แต่ในธุรกิจจริงควรเผื่อเรื่องอื่นด้วย เช่น

  • ถ้ามีลูกค้าไม่ถึง 20 คนจะเกิดอะไรขึ้น
  • มีส่วนลดให้ลูกค้าหรือไม่
  • Agent ต้องได้ Commission เท่าไร
  • มีค่าใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนก่อนเดินทางหรือไม่
  • ต้องเสียค่าธรรมเนียมรับชำระหรือไม่
  • มีงบสำหรับเหตุฉุกเฉินหรือไม่

เพราะราคาที่ดูมีกำไรบนกระดาษ อาจเหลือกำไรน้อยมากเมื่อเริ่มมีค่าใช้จ่ายจริงเข้ามา ดังนั้นควรมองภาพรวมของทั้งโปรแกรมก่อน แล้วค่อยๆไล่สมการบวกลบคูณหารดูว่าเราจะหาทางเพิ่มกำไรแบบไม่เหนื่อยในการให้บริการได้ยังไงบ้าง

4. ลองประเมินจำนวนผู้เดินทางแต่ละแบบ

วิธีง่ายที่สุดในการลดความเสี่ยงคืออย่าคำนวณแค่จำนวนลูกค้าที่เราหวังว่าจะได้

จากตัวอย่างเดิม

ต้นทุนต่อกรุ๊ป = 23,500 บาท
ต้นทุนต่อคน = 1,000 บาท

จะได้ประมาณนี้

| จำนวนลูกค้า | ต้นทุนรวม | ต้นทุนเฉลี่ยต่อคน | | ----------- | ---------: | ----------------: | | 10 คน | 33,500 บาท | 3,350 บาท | | 15 คน | 38,500 บาท | 2,567 บาท | | 20 คน | 43,500 บาท | 2,175 บาท | | 25 คน | 48,500 บาท | 1,940 บาท |

จะเห็นว่าจำนวนลูกค้ามีผลต่อกำไรมาก โดยเฉพาะทัวร์ที่มีต้นทุนต่อกรุ๊ปสูง

สมมติเราขายที่ 2,990 บาทต่อคน

ถ้ามา 20 คน รายได้จะเป็น 59,800 บาท
หักต้นทุน 43,500 บาท

เหลือประมาณ 16,300 บาท

แต่ถ้ามาแค่ 10 คน รายได้จะเหลือ 29,900 บาท ขณะที่ต้นทุนประมาณ 33,500 บาท กลายเป็นว่าขาดทุนทันที

เพราะฉะนั้นตอนจะตั้งโปรแกรมขายทัวร์ก็ควรกำหนดด้วยว่า จำนวนลูกค้าขั้นต่ำที่จะออกเดินทางคือกี่คน

บันทึกต้นทุนทัวร์

5. ราคาที่ดีต้องดูตลาดด้วย ไม่ใช่ดูต้นทุนอย่างเดียว

ต้นทุนบอกเราว่า “ขายต่ำกว่านี้ไม่ได้” แต่ไม่ได้บอกว่า “ลูกค้าจะยอมซื้อเท่าไร”

ก่อนตั้งราคาจริง ลองดูโปรแกรมทัวร์ของที่มีอยู่ใกล้เคียงในตลาดด้วยว่า

  • คู่แข่งขายราคาเท่าไร
  • จำนวนวันและคุณภาพโรงแรมใกล้เคียงกันหรือไม่
  • รวมอาหารกี่มื้อ
  • รวมค่าเข้าสถานที่หรือยัง
  • เป็น Join Tour หรือ Private Tour
  • มีบริการหรือจุดเด่นอะไรเพิ่มเติม

ถ้าต้นทุนของเราสูงกว่าราคาตลาดมาก ก็ไม่จำเป็นต้องลดกำไรจนแทบไม่เหลือเสมอไป แต่อาจต้องกลับมาดูว่าโปรแกรมของเรามีอะไรที่แพงเกินความจำเป็น หรือสามารถปรับ Positioning หรือตำแหน่งทางการตลาด ไปหาลูกค้าที่ให้คุณค่ากับบริการระดับนี้มากกว่าได้หรือไม่

6. อย่าลืมเผื่อต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้

โดยเฉพาะทัวร์ต่างประเทศ ราคาบางอย่างสามารถเปลี่ยนได้ก่อนวันเดินทางได้ ซึ่งบางรายการอาจจะเป็นตัวที่จะทำให้เรากำไรขายทุนผันแปรได้มากกว่าตอนที่วางแผนไว้เริ่มแรก เช่น

  • ค่าเงินบาทและอัตราแลกเปลี่ยน
  • ราคาน้ำมัน
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ราคาโรงแรม
  • ค่าธรรมเนียมสถานที่
  • จำนวนผู้เดินทางจริง

ดังนั้นในช่วงออกแบบโปรแกรม ควรมีส่วนเผื่อสำหรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องบวกเยอะจนราคาสู้ตลาดไม่ได้ แต่ไม่ควรคำนวณแบบพอดีทุกบาทจนไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดเลยครับ 🤔

สรุป วิธีคิดราคาทัวร์ให้ปลอดภัยขึ้น

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ก่อนประกาศราคาขายควรทำตามลำดับนี้

  1. ลิสต์ต้นทุนให้ครบ
  2. แยกต้นทุนต่อกรุ๊ปและต้นทุนต่อคน
  3. คำนวณต้นทุนรวม
  4. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อคน
  5. ทดลองหลายจำนวนลูกค้า
  6. กำหนดจำนวนขั้นต่ำที่คุ้มทุน
  7. เพิ่มกำไรและค่าใช้จ่ายสำรอง
  8. เปรียบเทียบกับราคาตลาด
  9. ค่อยกำหนดราคาขายจริง

ถ้าคิดว่าการบันทึกต้นทุน และการลงราคาขายให้กำไรขาดทุนเป็นเรื่องยาก หรือไม่ถนัดการเปิดใช้งาน Excel หรือโปรแกรม Spreadsheet อื่นๆ ลองเข้ามาใช้ระบบบันทึกต้นทุนของ Kavan แทนได้นะครับ แยกต้นทุนแต่ละทริปให้เรียบร้อย มีหมวดหมู่การลงบันทึกครบแทบทุกหมวดการใช้จ่าย มีคิดภาษี หัก ณ ที่จ่าย แล้วสรุปหารเฉลี่ยเป็นราคาต่อคนให้อัตโนมัติ สะดวก ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม

ลองสร้างโปรแกรมและคำนวณต้นทุนฟรีกับ Kavan